น้ำท่วมร้านที่เกาะเกร็ดอีกแว้ว……

……. มันมาอีกแล้วครับ เพื่อนๆ…….. 

ปีนี้น้ำมาเร็วกว่าปี่ที่แล้วอีก เก็บของหนีน้ำแทบไม่ทัน ของก็ขายไม่ได้ ของที่ตุนไว้ก็จมทุนน่ะ ..แต่ไม่จมน้ำ

วันที่เข้าไปเก็บของรอบที่ 2 หรือปล่าว… จำไม่ได้ เลยถ่ายรูปความเสียหายมาให้ดูกัน

    

รูปนี้น้ำเกือบท่วมเข้าที่ฐานของเจดีย์เอียงแล้ว                                     บริเวณทางเดินรอบเกาะเกร็ด

[Read more...]

โรงเรียนศิษย์วัฒนา: ความทรงจำของข้าพเจ้า

โรงเรียนศิษย์วัฒนาผมเคยเขียนบทความสั้นๆ เกี่ยวกับโรงเรียนใน Blog นี้ ไม่นึกว่าจะมีศิษย์เก่ามา comment กันเยอะ ดีใจครับ เลยขออนุญาติเขียน ความทรงจำที่มีต่อโรงเรียนนี้ทิ้งไว้อย่างละเอียด ถึงแม้โรงเรียนจะเหลือเพียงอดีต และศิษย์ที่จบก็เติบโต บางคนก็ล้มหายตายจาก ครูอาจารย์ท่านๆก็อายุมากขึ้น บางท่านก็เสียชีวิตไปแล้ว อยากให้ใครที่มาอ่านบทความนี้ถ้าเป็นศิษย์เก่า ช่วยเขียนเรื่องความทรงจำของคุณบ้างนะครับ (เขียนใส่ใน Comment เลย ผม Approve ให้หมดครับ) เผื่อเพื่อนๆคุณที่ไม่เคยติดต่อกันนานๆ นึกถึง เล้ว search ในกูเกิ้ล คำว่า “โรงเรียนศิษย์วัฒนา” เขาจะมีโอกาส เข้ามาอ่าน เข้ามา comment หรืออาจได้เจอเพื่อนเก่าๆครับ (เวปเราขึ้นอันดับต้นๆใน keyword “โรงเรียนศิษย์วัฒนา” นะครับ)

 

Blue-shade-normal

อนุบาล 1-2

จำได้ว่าเข้าอนุบาลหนึ่งที่โรงเรียนศิษย์วัฒนา ตอนนั้นรู้สึกจะปี 2522 เรียนกับครูวัลภา (แต่หลังจากผมขึ้นอนุบาล 2 รู้สึกว่าท่านจะลาออกไป) แต่เพื่อนๆที่ยังติดต่อกันอยู่ เกือบๆ 10 กว่าคน เรียนห้องครูบุญเสริม (คุณครู สอนที่นี่นานมากครับ ขนาดพวกเราจบป. 6 ท่านก็ยังสอนอยู่ในเวลานััน) น่าแปลกคือ เพื่อนๆเราเกือบๆ 6-7 คนลายมือคล้ายกันมาก สืบๆไปมาพบว่าเรียนกับครูบุญเสริมเหมือนกันหมด และถูกครูจับมือเขียนหนังสือ เลยลายมือคล้ายกันจนทุกวันนี้ (30 กว่าปี ผ่านไป)

อาคารสำหรับเด็กอนุบาลมี 2 ชั้นติดคลอง อนุบาลหนึ่งอยู่ชั้นล่าง อนุบาล 2 อยู่ชั้นบน ตอนที่เรียนอนุบาลหนึ่ง (อย่าเรียกว่าเรียนเลย ส่วนมากจะเล่น) มีการนอนกลางวันด้วยครับ คือให้เด็กนอนกลางวัน ไอ้เราก็นอน โดยอาคารที่นอนจะอยู่ติดกับโรงอาหาร (โซนอนุบาล) แต่ก่อนนอนเขาให้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอน  แล้วใส่ชุดนักเรียนกลับคืนเมื่อตื่นนอน ที่น่าตลกก็คือเวลาจะออกจากอาคารที่นอนเราจะเอารองเท้าใครก็ไม่รู้มาใส่ แม่เล่าให้ฟังว่า รองเท้าไม่เคยซ้ำกันซักวัน บางวันใส่ข้างขวาสองข้าง หรือข้างซ้ายสองข้างก็มี เชื่อว่าคงไม่ใช่ผมคนเดียวที่เป็นแบบนี้ เพราะถ้าผมใส่รองเท้าข้างขวา 2 ข้าง เพื่อนผมคนใดคนหนึ่ง มันต้องใส่รองเท้าข้างซ้าย 2 ข้างแน่ๆ ฮิฮิ.. และที่จำได้อีกอย่างคือขณะที่นอนกลางวัน ถ้าเราปวดฉี่ โรงเรียนจะมีถังพลาสติกวางไว้หน้าห้อง(จำได้ว่าสีน้ำเงิน) เราก็ขออนุญาติครูแล้วออกมาฉี่ เสร็จแล้วก็กลับไปนอนต่อ (บางวันมีเกือบเต็มถังแหนะ แต่ไม่ใช่ของผมคนเดียวนะครับ)

สมัยเรียนอนุบาล จะมีพัก 15 นาที และก็พัก 1 ชั่วโมง แล้วยังมีพักอีกทีตอนบ่ายสอง (ทานขนม) แล้วพอบ่ายสามครึ่ง แม่ก็จะมารับ คุณเอ๊ย..ตอนบ่ายสามครึ่ง ระฆังจะดัง (สมัยนั้นไม่มีออตนะครับ ออตรู้สึกจะเริ่มมีในปี 2527) ผู้ปกครองที่รอรับลูกหลานที่รั้วแดงขาว (ไอ้รั้วนี้มันเป็นเขตต้องห้ามครับ โคตรเกลียดมันเลย ตอนนั้น) ผู้ปกครอง ก็จะเดินเข้ามารับลูก เราก็ชะเง้อ  ใจก็คิดว่า “แม่เรามาหรือยังน้า..ที่เดินมาน่ะ ใช่แม่เราหรือเปล่า” แต่แม่จะมาเอาเย็นๆ เกือบ 5 โมงประจำ (แม่ทำงานไกล)

อีกเรื่องที่จำได้คือจะมีไมโล โอวัลติน มาแจกนมฟรี พวกเราเด็กก็จะตื่นเต้นกันมาก ครูจะพาพวกเราเดินออกมานอกรั้วแดงขาว (เดินแบบเกาะไหล่เป็นแถวๆคล้ายขบวนรถไฟ) ที่ตื่นเต้นน่ะไม่ใช่เรื่องกินนมหรอก แต่เป็นเรื่องได้ออกนอกรั้วแดงขาว เดินไปถึงลานจอดรถ จำได้ว่าครั้งแรกสมัยผมเรียน เขามาแจกตอนที่อยู่อนุบาล 2 แต่ผมเดินสะดุดอะไรซักอย่าง นมหกไปครึ่งแก้ว  จำได้ว่ารสชาติมันช่างอร่อยจริงๆ

สมัยอนุบาลผมเล่นกับเพื่อนๆหลายคน ทั้งไม้กระดก (กระดานหก) และปีนตาข่าย ที่อยู่ตรงหน้าห้องส้วม (พอผมขึ้นป 2 ก็ถูกรื้อทิ้งไป)  ผมยังจำเพื่อนๆในชั้นอนุบาลหนึ่งได้สองสามคนครับ แต่เพื่อนร่วมห้องที่ยังพอจะติดต่อกันได้ตอนนี้คือคุณบวรภัทร ณ.เชียงใหม่

พอขึ้นชั้นอนุบาลสอง ผมเรียนกับครูรจนา ท่านอยู่ในซอยเดียวกับผมคือ ซอยวัดเพลงวิปัสสนา (จรัญฯ37) จำได้ว่าเช้าๆมักจะขึ้นรถสองแถวคันเดียวกับครู (ขึ้นรถสองแถวออกจากซอย)ประจำ คุณครูใจดี และน่ารักมากๆครับ ท่านไม่เคยตีพวกผมเลยเท่าที่จำได้ เช้าๆบางวันจะมีนักเรียนเอาดอกกุหลาบแดงมาให้ครูที่โต๊ะด้วย   ห้องเรียนของชั้นอนุบาลสองจะเรียนอาคารเดียวกันกับชั้นอนุบาลหนึ่งครับแต่เรียนชั้นสอง จำได้อีกว่าพอขึ้นชั้นนี้เราไม่ต้องนอนกลางวันกันแล้ว (โตแล้วครับ) แต่ก็ยังเรียนๆเล่นๆอยู่ ผมท่องก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก ได้ที่ชั้นนี้แหละครับ ส่วนเพื่อนๆในชั้นอนุบาลสอง ที่ยังติดต่อกันอยู่ก็มีหลายคนเช่น คุณสุดารัตน์ สุขโหตุ, คุณยงยุทธ อรุณเทวะวิโรจน์ เป็นต้น เพื่อนๆเหล่านี้ ก็ยังติดต่อกันมาตลอด โทรคุยและพบปะกันประจำ บางคนก็มีครอบครัวไปแล้ว

 

blue-shade-normal

 

 ประถม 1 (2524)

จำได้อีกว่า ตอนขึ้นป. 1 วันแรกตื่นเต้นมากครับ เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมจะใส่เข็มขัด ฮะฮ่า เท่ห์ซะ… ตอน ป.1 ผมอยู่ห้อง ก. ครับ เรียนกับครูพยุงศรี งามเหลือ

อาคารที่เรียนเป็นอาคารไม้ ใต้ถุนอาคารทำเป็น โรงอาหารเล็ก (ผมยังงงๆจนถึงวันนี้ว่าทำไมเรียกโรงอาหารเล็ก ทั้งๆที่ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้ให้รับประทานอาหารเลย แต่มีร้านค้า ขายพวกขนมขบเคี้ยวอยู่ 2-3 ร้าน)   ถ้าถามว่าตอนป. 1 ผมจำอะไรได้บ้าง ขอตอบโดยไม่ต้องคิดเลยครับว่า “กลิ่นปลาทูนึ่ง” เนื่องจากอาคารเรียนอยู่ติดกับโรงงานปลาทูนึ่ง และกลิ่นมักจะโชยมาช่วงบ่ายๆ

ตอนป. 1 เราเริ่มเรียนจริงๆจังผมเริ่มรู้จักมานี มานะ ปิติ ก็ตอนนี้เหละครับ วิชาที่เกลียดที่สุดตอนนั้นคือวิชา ความเข้าใจภาษาอักฤษ กับวิชาการใช้ภาษาอังกฤษ เรียนไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ผ่านมาได้ยังไง ส่วนวิชาที่ชอบที่สุดคือคณิตศาสตร์

เนื่องจาก ป. 1 เป็นปีแรกที่ผมได้ออกมานอกเขตอนุบาล การซื้อขนมเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมครับ จำได้ว่าตอนพักกลางวัน อ้อ! เกือบลืมไป การพักมีสองเบรก คือพัก 15 นาที กับพัก 1 ชั่วโมง ตอนพัก 15 นาที ผมชอบไปซื้อก๋วยเตี๋ยวหลอดมาทาน (ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะราคา 2-3 บาทนี่เแหละ) เป็นก๋วยเตี๋ยวจานเล็กๆ และเอาไม่เสียบลูกชิ้นมาทำเป็นตะเกียบ และผมก็ไปซื้อโค้กมาดื่ม (แก้วละบาท) แค่นี้ก็หมดเวลา 15 นาทีแล้วครับ ระฆังจะดัง ให้กลับไปขึ้นห้องเรียน (สมัยผมเป็นระฆังนะครับ ออดเพิ่งจะมีตอนผมขึ้น ป.4) พอใกล้ๆเที่ยง (พัก 1 ชั่วโมง) จะมีภารโรงเอาเหรียญมาขาย แต่ผมไม่เคยซื้อข้าวโรงเรียนเลย แม่เตรียมข้าวใส่กล่องมาโดยตลอด (จนจบ ป. 6) ผมจะไปทานข้าวที่โรงอาหารใหญ่ เสร็จแล้วก็เดินไปเดินมา จนหมดเวลาพัก แล้วเข้าเรียนต่อ

เพื่อนๆที่ผมรู้จักและยังติดต่อในถึงปัจจุบันก็คือคุณธาดา ลีเกษม จำได้เนื่องจาก คุณธาดาเป็นไทฟรอยส์ในปีนี้ และต้องหยุดเรียนไปรักษาตัวเป็นเวลานาน

ผมจำได้ว่าในปีนี้ ผมประสบอุบัติเหตุหัวแตก (ไม่รู้เพื่อนคนไหนขว้างรถของเล่นใส่กัน พลาดมาโดนหัว) ต้องไปทำแผลที่ห้องพยาบาล ห้องพยาบาลก็คือออฟฟิศนั้นแหละครับ จำได้ว่าตอนเด็กๆ จะได้ยินประกาศจากออฟฟิศเสมอเช่น “……ของใครหาย มารับได้ที่ออฟฟิศ”ได้ยินเกือบทุกวัน เฮ้อ..เด็กนี้ขยันทำของหายกันจริงๆ

 

blue-shade-normal

 

ประถม 2–3 (2525–2526)

 

อาคารเรียนสมัยที่ผมอยู่ ประถม 2–3 เป็นอาคารหลังใหญ่ที่ใต้ถุงเป็นโรงอาหารใหญ่ ตอนป.2 ผมเรียนกับคุณครูจรรยา และ ป.3 ผมเรียนกับคุณครูเบญจวรรณ เป็นครูประจำชั้น ในช่วงปีนี้จำได้ว่าเปิดเทอมจะตื่นเต้นมาก เพราะได้รองเท้าใหม่ กระเป๋าใหม่ (กลิ่นหนังของกระเป๋ายังติดจมูกอยู่เลยครับ) จริงๆไอ้ที่ดีใจคือของแถมครับ เด็กๆรุ่นผมจะจำได้ดีว่าของพวกรองเท้า ถุงเท้า กระเป๋า ต้องมีขอแถมมาด้วย เราก็จะเลือกเลยว่าจะเอาของเล่นอะไร ก็จะให้แม่ซื้อยี่ห้อนััน (รู้สึกว่าจะเล่นได้ไม่ถึงเดือนก็พัง) แต่ต่อมารู้สึกจะไม่มีการขายรองเท้า ถุงเท้า กระเป๋า แล้วแถมของเล่นแล้ว

ในตอนป. 3 จำได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ผมเจอน้ำท่วมโรงเรียน ต้องเอาโต๊ะ เก้าอี้โรงอาหารมาทำเป็นทางเดิน (ช่วงเช้าๆ พอตอนสายๆน้ำก็แห้งลง ก็เดินได้ตามปกติ) ในใจตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าฝนก็ตก น้ำก็ท่วม ทำไมไม่หยุดเรียน   ช่วงป 2–3 เป็นช่วงที่กระเป๋าหนักมาก มีทั้งเลขการบ้าน เลขโรงเรียน (ใช้สมุด 80 แผ่น) กระเป๋าผมจะอัดแน่นไปด้วยหนังสือสมุด เวลาเดินต้องเอียงตัว (โรงเรียนไม่อนุญาติให้ใช้เป้) ผมยังงงๆเลยว่าทำไมระบบการศึกษาบ้านเราเรียนหนักจัง (หนักหนังสือ) พอยิ่งเรียนสูงขึ้นหนังสือยิ่งน้อยลง

เช้าๆพอแม่มาส่งเราก็จะเอากระเป๋ามาวางบริเวณหน้าเสาร์ธง(ตรงที่เราจะเข้าแถว) พอระฆังดังจะดังให้ไปเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ ปฏิญานตน  แล้วเมื่อเคารพธงชาติเสร็จก็เดินหิ้วกระเป๋าขึ้นบนอาคารเรียน

จำได้อีกว่าทุกๆเช้า วิชาที่เรียนคาบแรกต้องเป็นวิชาเลข (เป็นยังงี้ตลอดจนจบ ป 6) พอเรียนไปได้ซัก 2–3 คาบ ภารโรงจะเอาเหรียญมาขาย (สีเขียว สีเหลือง สีแดง) จำได้ว่า 5 บาท นะสมัยนั้น พวกที่ซื้อเหรียญจะเอาเหรียญไปแลกอาหารถาดหลุม

ในตอนพัก 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงพักที่ยาวพอที่จะ เล่นอะไรได้มากหน่อย กีฬาที่เล่นในสมัยเด็กๆ จะมีไม่กี่อย่างครับ เช่นกระต่ายขาเดียว เป่ายิ้งฉุบ ส่วนพวกเตะบอล(กระดาษ) จะไปเล่นตอนป. 6 ส่วนของเล่น ก็จะไม่มีอะไรให้เล่นเท่าไหร่ แต่ที่นิยมมากในเวลานั้นคือ เกมส์กด ซึ่งราคาค่อนข้างแพง (สมัยนั้น) ห้องๆหนึ่งจะมีเด็กเอาเกมส์กดมาเล่นไม่กี่คน พอเขาเล่นทีพวกเราก็ไปมุงดูกันที อิจฉาจริงๆ

นอกจากเกมส์กดแล้ว โดเรมอน ก็เข้ามาฉายทางทีวีครั้งแรกในปีนี้ เด็กๆอย่างพวกเราตื่นเต้นมากเพราะปกติจะอ่านจากหนังสือการ์ตูน และโดเรม่อนก็เป็นการ์ตูนที่ดังมากๆ (จริงๆผมว่า ที่ผมอ่านหนังสือแตก ก็เพราะการ์ตูนพวกนี้แหละครับ) เวลาใครมีการ์ตูน แล้วเอามานั่งอ่านก็จะมีเพื่อนๆนั่งขนาบซ้ายขวา (อ่านด้วยคน)

การเรียนในชั้นนี้เริ่มเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น (โตแล้วนี่) จำได้ว่าตอนเช้าจะมีการอ่านข่าวก่อน (ข่าวสั้นๆ) แล้วจะเรียนวิชาเลขคณิต แล้วก็วิชาต่างๆ เช่นภาษาไทย ศิลปะ ดนตรี พละ การใช้ภาษาอังกฤษ ความเข้าใจภาษาอังกฤษ แต่ที่ผมประทับใจคือวิชาจดหมาย ประมาณว่าคุณครูจะให้เราเขียนจดหมายลาครู(แทบทุกอาทิตย์) เราก็มักจะขึ้นต้นว่า “เรียนคุณครูประจำชั้น….”  “เนื่องจากกระผมมีอาการปวดศรีษะ….จึงไม่สามารถมาเรียน….” เขียนยังงี้ทุกอาทิตย์

ในเย็นวันศุกร์ของทุกสัปดาห์จะมีการสวดมนต์ เวลาสวดจะมีหนังสือสวดมนต์เล็กๆเอาไว้ดู (ต้องอย่าลืมเอามาในวันศุกร์)  การสวดมนต์ในวันศุกร์ เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก สำหรับผมคิดแต่ในใจว่าเมื่อไหร่จะจบๆซะที จะได้เลิกเรียนและจะได้หยุดเสาร์อาทิตย์แล้ว

อีกเรื่องที่น่าตื่นเต้นคือ “วันปีใหม่” ครับ จริงๆทางโรงเรียนก็จัดงานปีใหม่กันทุกปีแหละแต่ช่วงอนุบาลถึงป.1 ผมยังเด็กมาก เลยจำไม่ค่อยได้ แต่ราวๆป.2–ป.6 ผมจำงานปีใหม่ได้ดีเลยครับ งานปีใหม่จะจัดก่อนวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันที่ผมรู้สึกว่ามันมีความสุขจริงๆ เราสามารถทำอะไรๆได้ตั้งหลายอย่างเช่น

– ไม่ต้องเรียน(อันนี้สำคัญ)
– ใส่บาตร (ต้องเอาของมาใส่)
– เดินออกนอกรั้วแดงขาวได้(โดยปกติชั้นต่ำกว่าป.4 ห้ามออกนอกเขต)
– กินขนมได้ตลอดเวลา (เอาขนมจากบ้านมากินได้ด้วย)
– ได้เดินเล่นบนสนามหญ้า (อันนีปกติจะห้ามเด็ดขาด)
– มีการแข่งกีฬา (เป่าลูโป่งให้แตก เป่่าแป้งหาเหรียญ วิ่งกระสอบ)
– ได้จับสลากรางวัล (จากทางโรงเรียน และรางวัลใหญ่มักจะเป็นตุ๊กตาตัวใหญ่ แต่ผมไม่เคยได้)
– มีกิจกรรมการแสดงให้ดู (แต่ส่วนมากดูไม่ค่อยจะรู้เรื่อง)
– มีการจับสลากแลกของขวัญกับเพื่อนๆ (แต่มักจะได้ของที่ไม่ค่อยได้ใช้ แต่ก็สนุกที่ได้จับ)

ช่วงปีประถม2–3 ผมจำเพื่อนๆได้หลายคนบางคนที่เริ่มรู้จักในช่วงชั้นนี้ บางคนก็มีชีวิตอยู่ บางคนก็เสียชีวิตไปแล้วเช่น คุณเศรษฐ์ศิษฏ์ ศิริรัตนสิทธิ์ (ลิ้งค์ถูกลบไปแล้ว) (เสียชีวิตตอนปี 4 มหาวิทยาลัย), คุณทรงพันธุ์ (เสียชีวิตตอนจะขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทวีธาภิเศก) และยังมีเพื่อนๆหลายคุณที่ยังติดต่อกันอยู่เช่น คุณยงยุทธ คุณเบญจพร คุณธนากร ขอจบเรื่องของประถม2–3 ก่อนนะครับ เขียนยาวไป เดี๋ยวป4.-6.จะไม่มีอะไรให้เขียน

 

blue-shade-normal

 

ประถม 4–5 (2527–2528)

ผมรู้สึกว่าชีวิตการเรียนในโรงเรียนศิษย์วัฒนาเริ่มมีอิสระมากชึ้น ได้ออกนอกเขตรั้วแดงขาว ได้ทำกิจกรรมต่างๆมากขึ้นเช่น จัดบอร์ด ทำป้ายรักษาความสะอาดติดตามโรงเรียน ตอนเรียนป. 4–6 ผมย้ายมาเรียนอาคารตึกข้างสนามหญ้า อ้อ! ลืมไปว่าสมัยผมเรียนจนจบ ห้องเรียนจะแบ่งเป็นห้อง ก. ข. ค. ง. ต่อมาหลังจากผมเรียนจบจึงเปลี่ยนมาเป็น /1, /2, /3 จริงๆผมว่าแบ่งเป็น ก ข ค ก็คลาสสิคดีนะ

ตอนป 4 เราได้เริ่มออกนอกรั้วแดงขาวแล้ว แต่ก็ไม่มีสิทธิ์เดินบนสนามหญ้านะ สถานที่สิงสถิตของเรา เริ่มย้ายออกมาด้านนอก ช่วงป4 เราเริ่มออกไปเดินนอกโรงเรียนได้ เดินไปซื้อของเล่นได้ โดยร้านขายของเล่นหน้าโรงเรียนคือ “ร้านเจ้ลอ” ร้านนี้เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของพวกเด็กๆ มีของเล่นอินเทรนด์มากมาย เท่าที่นึกออกก็จะมี ลูกบิด (แต่ไม่ค่อยนิยม อาจเป็นเพราะเล่นยากมากสำหรับพวกผม) เกมต่างๆ และถัดจากร้านเจ้ลอก็เป็นร้านข้าวมันไก่ (เป็นร้านที่แม่ซื้อประจำตอน ถ้าวันไหนเกิดเตรียมข้าวกล่องให้เราไม่ทัน)

ตอนป.4 ผมเรียนกับ คุณครูประภาศรี  เรา ออกมาเรียนที่อาคารตึกหน้าสนามหญ้า ที่มีต้นหางนกยูงต้นใหญ่ 2 ต้นอยู่ข้างสนาม สนามหญ้าเป็นสถานที่ต้องห้ามในสมัยนั้น ห้ามลงไปเดินเหยียบ ด้านหนึ่งของสนามเป็นรั้วต้นเข็ม ด้านหนึ่งเป็นที่นั่งเล่นของพวกเรา (เด็กโต) ซึ่งอยู่ติดกับห้องพยาบาล (สมัยก่อนเป็นห้องพยาบาล มีเตียงนอน 2-3 เตียง)

ตอนป.5 ผมได้มีโอกาสเรียนกับคุณครูสาคร  ในช่วง ป 5 นี้ ผมได้เรียนวิชาหนึ่งซึ่ง ถือเป็นวิชาที่เริ่มเข้ามาสอนครั้งแรกในโรงเรียน นั้นคือวิชาลูกเสือครับ ครูที่สอนวิชานี้คือคุณครูอนงค์ ท่านเพิ่งเข้ามาในปีนี้ และผมเลยได้เป็นลูกเสือสามัญในปีนี้ (ผมไม่มีโอกาสเรียนลูกเสือสำรองครับ นักเรียนป.4 รุ่นน้องๆจึงมีโอกาสได้เรียน)

วิชาลูกเสือเป็นวิชาใหม่ แตกต่างจากหลายๆวิชาที่เคยเรียน โดยเราต้องมีชุดลูกเสือซึ่งต่างจากชุดนักเรียนครับ ผมจำได้ว่าทางโรงเรียนจัดหาร้านมาวัดตัว ตัดชุดให้เสร็จสรรพ (ตอนหลังถึงมาพบว่า ร้านค้าปราณีตมากกกก…ขากางเกงยาวไม่เท่ากัน ) แล้วการเรียนจะแบ่งลูกเสือเป็นหมู่ เช่น เสือ ช้าง อินทรี ผีเสื้อ ฯลฯ (สังเกตุว่ามักจะเป็นสัตว์ที่น่ารัก ดูดี ไอ้ประเภท คางคก กบ ตุ๊กแก แย้ กิ้งก่า มักจะไม่ค่อยเอามาเป็นชื่อหมู่)

วิชาลูกเสือ เนตรนารี เป็นวิชาที่ผมชอบวิชาหนึ่ง จำได้ว่าคุณครูอนงค์ เป็นครูคนแรกที่สอนวิชานี้ ลูกเสือเนตรนารีจะมีไม้พลองประจำตัว (ถือตั้งแต่ชั้นป. 5 ถึง ป.6 โดยไม่ได้ทำอะไรกับมันเลย นอกจากเอามันมากกองรวมกันเป็นซุ้มไม้พลอง) จำได้ว่าวิชาลูกเสือเนตรนารี มีการสอบผูกเงื่อน (จำได้แต่เงื่อนพิรอดแฮะ)

สิ่งที่ผมจำได้ว่าหน้าที่ของลูกเสือคือ ยืนตรงเสาหน้าประตูโรงเรียน (จนวันนี้ยัง งงๆ ว่าไปยืนทำไม) ยืนจนถึงเวลาเข้าแถวจึงเดินไปเข้าแถวเคารพธงชาติกับเขา และต่อมามีการเกณฑ์ลูกเสือไปโบกธง (หยุดรถ) วิธีการก้ง่ายมากครับ เวลาจราจรเป่านกหวีด เราก็เราธงลง ให้รถหยุด พอคนข้ามถนนเสร็จ เราก็เอาธงขึ้น (ผมเคยทำหน้าที่เหล่านี้ 2-3 ครั้งเวลาเรียน)

ตอน ป.5 เริ่ม มีแขนแดงเข้ามาในโรงเรียน (จริงๆก็คือนักเรียนนั่นแหละ แต่เอาปลอกแขนสีแดงมาใส่) แขนแดงเป็นเสมือนตำรวจนักเรียนกลายๆ  มีหน้าที่จับคนที่คุยกันในแถวก่อนขึ้นห้องหลังพักทานข้าว 1 ชั่วโมง โดยจับมายืนหน้าแถว แขนแดงมักจะทำหน้าดุดันหน่อยๆ ผมมีเพื่อนหลายคนที่เป็นแขนแดง ตอนแรกก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง แต่พอสวมแขนแดงปุ๊บ จะเก็กหน้าปั๊บเลย

ตอนป.5 ผมค้นพบว่า โรงเรียนเราก็มีห้องสมุดนะ อยู่ชั้นล่างตรงอาคารเรียนด้านนอก (ที่ติดสนาม) ปกติไม่คอยเปิดเลยไม่ค่อยได้เข้า พอบางวันห้องเปิด ก็เปิดประมาณ 30 นาที เข้าไปดูรูปจากหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้เล่นๆ แป๊บเดียวก็หมดเวลา..เฮ้อ!

วิชาที่ผมประทับใจอีกวิชาหนึ่งก็คือวิชาดนตรี โดยปกติ จะเรียนกันสัปดาห์ละ 1 วัน และเป็นวิชาที่เรียนกันในห้องไม่ได้ ต้องออกมาเรียนกันข้างนอก โดยปกติรุ่นผม จะเรียนกันตรงที่นั่งพักผู้ปกครองใกล้ๆโรงรถ (ก่อนจะออกไปทางแนวรั้วต้นเข็ม) อ้อ! ผมยังแปลกใจจนทุกวันนี้ว่า คุณครูที่สอนดนตรี จะสอนอยู่แค่ปีหรือสองปี (แล้วก็จะลาออก เปลี่ยนคนตลอด)….

 

blue-shade-normal

 

ประถม 6 (2529)

ตอน ป. 6 ผมเรียนกับคุณครูไพบูลย์ ครับ ท่านสอนวิชาคณิตศาสตร์ดีมากกกกก และจำได้ว่าเรียนภาษาอังกฤษกับคุณครูพรพิศ ท่าสอนวิชาภาษาอังกฤษดีมากกกก (แต่ผมกลับไม่เก่งภาษาอังกฤษแฮะ)

เดิมทีโรงเรียนศิษย์วัฒนามีการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลหนึ่งถึง ม.3 แต่ภายหลังลดลงเหลือแค่ระดับ ป.6 เมื่อมาอยู่ชั้นนี้ ผมเลยรู้สึกว่า เราโตแล้ว และเริ่มคิดกันแล้วว่า จะไปเข้าเรียน ม. 1 โรงเรียนอะไรดี จำได้ว่า โรงเรียนเป้าหมายยอดฮิตในเวลานั้นคือ โรงเรียนสวนกุหลาบ กับ โรงเรียนสตรีวิทย์ (แต่ผมเลือกเข้าโรงเรียนทวีธาภิเศกครับ เพราะใกล้บ้านมากกว่า)

การเรียนกวดวิชาก็เป็นแฟชั่นตอนที่เราเรียนชั้น ป.6 โดยวัดเรียบ (หรือเลียบหว่า) เป็นสถานที่กวดวิชาที่เพื่อนๆในห้องนิยมไปเรียนกัน (แต่ผมไม่ได้เรียนที่นี่แฮะ) นั้นเพราะเราเริ่มจะต้องเตรียมตัวไปเรียนต่อกันแล้ว

ในช่วงนี้เรานิยมเขียนสมุค Friendship กัน ประมาณว่าเขียนความรู้สึกถึงเพื่อน (เจ้าของสมุด) และ เขียนชื่อ ที่อยู่ และเพราะไอ้สมุดนี้แหละครับ เมื่อเราโตขึ้น จึงมีการคิดรวมรุ่น โดยสืบจากสมุดเหล่านี้กัน จึงรวมตัวกันได้ครับ ไม่เหมือนสมัยนี้ มี Facebook สมัครสมาชิก กรอกข้อมูลตามจริง เดี๋ยวก็เจอ เพื่อนๆร่วมรุ่นสมัยเรียน ไม่ว่าจะชั้น มัธยม มหาวิทยาลัย แล้ว ง่ายดีจัง

 

ดึกแล้วครับ ผมมีอะไรจะเขียนอีกนิดหน่อยก็จะจบบทความนี้แล้ว อีกสองสามวัน จะมาต่อให้จบนะครับ ส่วนอนาคต หากนึกอะไรได้ ก็จะมาใส่เพิ่มเรื่อยๆครับ

 

พบปะสังสรรค์

เห็นว่าพวกเราเงียบกันไปนาน

มาเจอกันซักที

ดีไหม?

วัน เวลา สถานที่นัดพบ ค่อยว่ากัน

ใครมีความเห็นอย่างไร ช่วยคอเมนท์ด้วย

โชว์หน้าสวยๆหล่อๆเวลาคอมเม้นต์กันเถอะ

สวัสดีครับเพื่อนๆ
วันนี้ผมจะสอนวิธีโชว์รูปเราอัตโนมัติเวลาเราโพสต์ Comment ตาม Blog ต่างๆดังรูปครับ

มีวิธีทำง่ายๆดังนี้ครับ
[Read more...]

oshi 10 เดือนแล้ว

ผมหล่อมั๊ยครับ                                                                                       ถ่ายกับพี่ปอล์ครับ

    

รูปนี้เหมือนใครครับ                                                          อาบน้ำกับพี่ปอล์

       

ไปฉีดวัคซีนครับ

  

วันนี้แค่นี้ก่อนนะ แม่ต้องรีบกลับไปทำกับข้าวแล้ว

Merry’s Christmas and Happy New Year

Warmest wishes to all friend here at

Sorvor.com. Happy holidays!!


สุขสันต์วันคริสต์มาสจ้า